Updated: 04/12/2026

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับขั้นตอนและราคาเครื่องช่วยฟังสำหรับผู้สูงอายุ

เครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะสูญเสียการได้ยิน ในประเทศไทยมีบริการทั้งจากโรงพยาบาลรัฐและคลินิกเอกชนซึ่งมีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ มาตรฐานราคา ตัวเลือกแบรนด์ในตลาด และข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ

ขั้นตอนและสิทธิประโยชน์การขอรับเครื่องช่วยฟังจากโรงพยาบาลของรัฐ

การขอรับบริการเครื่องช่วยฟังในโรงพยาบาลของรัฐในประเทศไทยเริ่มต้นจากการเข้าพบโสตศอนาสิกแพทย์เพื่อตรวจประเมินระดับการได้ยิน (Audiogram) อย่างละเอียด หากแพทย์วินิจฉัยว่าประสาทหูเสื่อมและมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ ผู้ป่วยสามารถดำเนินการตามสิทธิการรักษาที่มีอยู่ สำหรับผู้ที่มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการ สามารถเบิกค่าเครื่องช่วยฟังได้ข้างละประมาณ 13,500 บาท หรือสูงสุด 27,000 บาทสำหรับสองข้าง โดยสามารถทำเรื่องขอรับบริการได้จากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด ในขณะที่ผู้ใช้สิทธิประกันสังคมสามารถขอเบิกเงินคืนได้ตามเพดานที่กำหนดเมื่อมีใบสั่งแพทย์ ส่วนผู้ถือสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง อาจต้องมีการขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการทางการได้ยินก่อนจึงจะสามารถขอรับอุปกรณ์ได้ตามคิวที่กำหนด ข้อดีของการใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐคือช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ข้อจำกัดที่พบได้บ่อยคือระยะเวลาการรอคิว และตัวเลือกของรุ่นเครื่องช่วยฟังที่อาจมีจำกัดตามรอบการจัดซื้อของสถานพยาบาลนั้นๆ

โครงสร้างราคาและภาพรวมของเครื่องช่วยฟังในตลาดเอกชน

แม้โรงพยาบาลรัฐจะมีบริการที่ครอบคลุม แต่ผู้สูงอายุหลายท่านอาจเลือกพิจารณาบริการจากศูนย์หรือคลินิกเฉพาะทางเอกชนเนื่องจากความสะดวกและระยะเวลาดำเนินการ โครงสร้างราคาในตลาดเอกชนมีความหลากหลาย โดยเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันปลายๆ ไปจนถึงหลักแสนบาทต่อเครื่อง ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและฟังก์ชันเสริม ในตลาดประเทศไทยมีแบรนด์ที่พบได้ทั่วไปหลายแบรนด์ เช่น Phonak, Oticon และ Signia ตัวอย่างตัวเลือกสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด เช่น เครื่องช่วยฟังระบบดิจิตอลพื้นฐาน ซึ่งอาจมีราคาเริ่มต้นประมาณ 12,000 ถึง 15,000 บาท ที่รองรับผู้มีภาวะสูญเสียการได้ยินระดับปานกลางถึงรุนแรง ข้อดีของการใช้บริการผ่านเอกชนคือผู้รับบริการจะได้ทดลองเครื่องหลายรูปแบบ ทั้งแบบคล้องหลังหู (BTE) และแบบซ่อนในช่องหู (ITC) รวมถึงอาจมีบริการปรับจูนเสียงตามความคุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดคือค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด และผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการเลือกซื้อรุ่นที่มีราคาสูงเกินความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังสำหรับผู้สูงวัย

การเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาปัจจัยทางกายภาพและรูปแบบการใช้ชีวิตร่วมด้วย สิ่งแรกที่สำคัญคือระดับการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งต้องใช้กำลังขยายเสียงที่แตกต่างกัน ปัจจัยถัดมาคือความถนัดในการหยิบจับของผู้สูงอายุ เครื่องช่วยฟังขนาดเล็กมากอาจมีปัญหาเมื่อต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ชนิดเม็ดกระดุม (Zinc-Air) ปัจจุบันผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งจึงหันมาใช้เครื่องช่วยฟังแบบชาร์จไฟได้ (Rechargeable) เพื่อลดความยุ่งยากนี้ นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตก็เป็นตัวกำหนดฟังก์ชัน หากผู้สูงอายุมักอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนมาก อาจต้องพิจารณารุ่นที่มีระบบตัดเสียงรบกวนและมีช่องสัญญาณประมวลผล (Channels) ที่เหมาะสม ข้อควรระวังที่สำคัญคือ เครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์ขยายเสียง ไม่สามารถฟื้นฟูประสาทหูให้กลับมาเป็นปกติได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้สวมใส่จึงต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับเสียงที่ได้รับ ซึ่งอาจรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติในช่วงแรกของการใช้งาน

เทคนิคการดูแลรักษาและยืดอายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง

เครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความละเอียดอ่อน การดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เครื่องสามารถทำงานได้ตามประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานที่เหมาะสม ปัจจัยที่ควรระวังสำหรับเครื่องช่วยฟังคือความชื้นและขี้หู ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลควรหลีกเลี่ยงการสวมใส่เครื่องช่วยฟังขณะอาบน้ำหรือขณะที่มีเหงื่อออกมาก เมื่อถอดเครื่องในตอนกลางคืน ควรทำความสะอาดจุกยางและท่อนำเสียงด้วยผ้าแห้งหรือแปรงขนาดเล็ก และควรเก็บเครื่องไว้ในกล่องดูดความชื้น (Drying Box) หรือใช้เม็ดซิลิก้าเจลเพื่อป้องกันวงจรภายในเสียหาย หากใช้รุ่นที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ควรเปิดฝาช่องใส่แบตเตอรี่ทิ้งไว้ในเวลากลางคืนเพื่อลดความอับชื้น นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการวางเครื่องไว้ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงหรือโดนแสงแดดโดยตรง ข้อแนะนำเพิ่มเติมคือควรนำเครื่องไปให้ผู้เชี่ยวชาญหรือนักแก้ไขการได้ยินตรวจเช็กสภาพและทำความสะอาดทุกๆ 6 ถึง 12 เดือน เพื่อตรวจสอบให้เครื่องขยายเสียงได้ตรงตามระดับการได้ยินที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามวัย

► ระยะเวลาดำเนินการ

   • โรงพยาบาลของรัฐ: อาจต้องรอคิวตรวจและรับเครื่องตามลำดับ

   • ศูนย์บริการและคลินิกเอกชน: สะดวก สามารถตรวจและรับเครื่องได้ตามคิวบริการที่รวดเร็วกว่า

► ความหลากหลายของสินค้า

   • โรงพยาบาลของรัฐ: มีรุ่นจำกัดตามรอบการจัดซื้อของสถานพยาบาล

   • ศูนย์บริการและคลินิกเอกชน: มีแบรนด์และรุ่นให้เลือกหลากหลายตามงบประมาณ

► สิทธิการเบิกจ่าย

   • โรงพยาบาลของรัฐ: เบิกได้ตามสิทธิ (ข้าราชการ, ประกันสังคม, บัตรทอง)

   • ศูนย์บริการและคลินิกเอกชน: ผู้รับบริการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

► ราคาเริ่มต้นโดยประมาณ

   • โรงพยาบาลของรัฐ: 9,000 - 13,500 บาท (เบิกได้ตามสิทธิ)

   • ศูนย์บริการและคลินิกเอกชน: 12,000 - 50,000+ บาท ขึ้นอยู่กับระดับเทคโนโลยี

ข้อความสงวนสิทธิ์: ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ข้อมูลสิทธิประโยชน์ โครงสร้างราคา และเงื่อนไขต่างๆ ถูกรวบรวม ณ เดือนเมษายน ปี 2026 ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนการตัดสินใจ

แหล่งที่มา

อุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง - ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย การประเมินผลลัพธ์การให้บริการเครื่องช่วยฟัง โรงพยาบาลรามาธิบดี ขอรับเครื่องช่วยฟังฟรี ปี 2568 ต้องทำอย่างไร? - Hearing Care Center Thailand

Updated: 04/12/2026

Disclaimer: Localplan.co only provides general information and nothing on the site should be taken as any form of advice, warranty or endorsement. The content, information, articles, links, pictures, graphics, and other information contained on this site is for information and entertainment purposes only and is not a substitute for professional advice. To learn more, you should review our Privacy Policy which details important information that will help answer questions regarding personal privacy in relation to the use of our site.